น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พระราชกรณียกิจ พระราชจริยาวัตร
ด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

“…ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่ได้นำเหรียญราชการชายแดนมามอบให้ การที่ข้าพเจ้าได้ออกเยี่ยมจังหวัดชายแดน ก็เพราะระลึกอยู่เสมอว่า
ข้าราชการและประชาชนในจังหวัดชายแดนนั้น ย่อมได้รับความสะดวกสบายน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในเมืองหลวง
ยิ่งในเวลาที่ประเทศใกล้เคียงบังเกิดสถานการณ์ไม่สงบเรียบร้อยด้วยแล้ว ก็จะทำให้ลำบากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะตำรวจภูธรชายแดน ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลจากความเจริญ ซึ่งไม่เคยชินมาก่อน ย่อมทำให้ได้รับความทุกข์ยาก ตรากตรำมาก
การที่ท่านทั้งหลายได้อดทนปฏิบัติหน้าที่ในถิ่นอันทุรกันดารเช่นนั้น เป็นการเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
คือความมั่นคงของชาติ และความผาสุกของประชาชน

 

ด้วยความห่วงใยในความลำบากที่ท่านทั้งหลายได้รับดังกล่าวนั้น และใคร่จะได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกัน
ข้าพเจ้าจึงได้ออกเยี่ยมตามที่ต่าง ๆ ขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบด้วยว่า
ข้าพเจ้าระลึกถึงการปฏิบัติหน้าที่อันยากลำบากของท่านทั้งหลายอยู่เสมอ
และยินดีให้ความช่วยเหลือแก่ท่านทั้งหลายด้วย
ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติของเรา

ข้าพเจ้าของขอบใจท่านอีกครั้งที่ได้พร้อมใจกันนำเหรียญราชการชายแดนมามอบให้ในวันนี้…”

วังสระปทุม พระนคร
7 มกราคม 2508 เวลา 16.30 น.
พระราชดำรัสสมเด็จพระราชชนนี
เนื่องในโอกาสทรงรับเหรียญราชการชายแดน

พระราชประวัติ

   สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระนามเดิมว่า “สังวาลย์” เสด็จพระราชสมภพที่เมืองนนทบุรี ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่สามในพระชนกชื่อ “ชู” และพระชนนีชื่อ “คำ” ทรงมีพระภคินีและพระเชษฐาร่วมพระอุทรสองคน ซึ่งถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์วัย และมีพระอนุชาคนเดียว คือคุณถมยา ซึ่งมีอายุน้อยกว่าพระองค์สองปี

   สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเรียนหนังสือเมื่อเริ่มแรกกับพระชนนีคำ และต่อมาทรงเข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงที่ตั้งขึ้นที่วัดอนงคารามที่อยู่ใกล้บ้าน  และต่อมาได้เสด็จไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนสตรีวิทยาจนถึงปี พ.ศ. 2456 ทรงจบชั้นประถมปีที่ 3  เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา และได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น  ทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

   ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับนางสาวอุบล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  ขณะนั้นสมเด็จพระบรมราชชนก (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์) กำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ ปีที่ 1 ที่โรงเรียนแพทย์มหาลัยฮาร์วาร์ด ทรงห่วงใยและมักเสด็จมาเยี่ยมนักเรียนหญิงทั้งสองคนในวันอาทิตย์ และเมื่อเวลาผ่านไป สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพอพระทัยในสมเด็จพระบรมราชชนนีมากขึ้นทั้งในพระสิริโฉมและพระอุปนิสัย ความรู้ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด รวมทั้งพระคุณสมบัติอื่น ๆ จนในที่สุดได้ทรงมีลายพระราชหัตถ์ กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชมารดา ขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้น “นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ” เมื่อทรงได้รับอนุญาต จึงทรงหมั้น “นางสาวสังวาลย์” อย่างเงียบ ๆ ในปีพ.ศ. 2462 ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชโอรส ธิดา 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

   สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงงานในชนบทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ  และเสด็จสวรรคตในวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538  ในด้านพระราชอัธยาศัยและพระราชจริยวัตรสมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย โปรดการทรงงานด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เสมอ ทรงใช้จ่ายประหยัดเพื่อนำพระราชทรัพย์ไปใช้ในกิจการกุศล โปรดการเดินป่า ปีนเขา ทอดพระเนตรดอกไม้และทิวทัศน์ธรรมชาติ ทรงเป็นคนเข้มแข็งและเป็นคนตรง ทรงเน้นการพึ่งตนเองและการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทรงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ทรงใฝ่รู้ศึกษาวิชาการต่างๆ  มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงเลื่อมใสศรัทธาและศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงฝึกสมาธิและทรงดำเนินพระชนม์ชีพอยู่ในธรรมะ ไม่ทรงยึดถือในลาภ ยศ สรรเสริญ เคยมีรับสั่งว่า “คนเราไม่ควรลืมตัว ไม่อวดดี ไม่ถือว่าตนเก่ง”

   สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงพระประชวรโรคพระหทัย และเสด็จเข้ารักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2538 เสด็จสวรรคต เมื่อวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 รวมพระชนมายุ 94 พรรษา 8 เดือน 27 วัน

 

อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.mfu.ac.th/about-mfu/princess-srinagarindra/princess.html

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของเด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

   สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนพระราชหฤทัยในคุณภาพชีวิตของพสกนิกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาส อีกทั้งยังทรงห่วงใยตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนของประเทศ เมื่อทรงทราบว่าตำรวจตระเวนชายแดนได้จัดตั้งโรงเรียนเพื่อสอนให้เด็กชาวเขาและประชาชนในถิ่นทุรกันดารได้เรียนรู้ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย  เป็นสื่อกลางในการสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านกับตำรวจตระเวนชายแดน อันเป็นแนวทางของการพัฒนาที่ถาวรและนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่น ๆ ต่อไป จึงทรงอุปถัมภ์โรงเรียน ตชด. ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

   สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี) มีพระราชดำรัสถึงพระราชกรณียกิจ พระราชจริยาวัตรด้านการศึกษาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ เมื่อวันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543  ความตอนหนึ่งว่า

“…พ.ศ. 2507 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จฯ ประพาสหัวเมือง เริ่มทรงงานในชนบท จึงได้ทรงทราบและเริ่มเห็นโรงเรียนเหล่านี้ ทรงช่วยเหลือและสนับสนุนตั้งโรงเรียนให้มากขึ้น หน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ได้ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลร่วมสร้างโรงเรียน จึงได้ตั้งโรงเรียนเล็ก ๆ ที่เป็นมาตรฐานในพื้นที่ทุรกันดารทุกภูมิภาคของประเทศ ท่านสนับสนุนให้พวก ตชด. ที่ทำหน้าที่เป็นครูด้วยได้ มีโอกาสฝึกฝนสอนหนังสือให้ดีขึ้น ได้ทรงแนะนำวิธีการสอน
หรือนำผู้ที่มีความรู้ในด้านต่าง ๆ มาร่วมกันช่วยเหลือ โรงเรียนจึงพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน…”

   สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้ว ยังได้พระราชทานพระนามเดิมให้เป็นชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนสังวาลย์วิท” ถึง 8 แห่ง หลังจากนั้นทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ พระสหาย ให้มาช่วยสนับสนุนกิจการของโรงเรียน ตชด.อีกด้วย

   แม้ขณะทรงพระประชวรและเสด็จเข้ารักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ยังทรงห่วงใยเด็กและเยาวชนและตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสแก่ตำรวจตระเวนชายแดน ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านไอร์บือแต อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ว่า

“ ก่อนเดินทางมานี่ ได้ไปเยี่ยมสมเด็จย่ามา สมเด็จย่าทรงมีพระอาการดีขึ้นมากแล้ว ได้ทูลสมเด็จย่าว่า วันพรุ่งนี้จะไปนราธิวาส จะไม่ได้มาเยี่ยมสมเด็จย่าหลายวัน สมเด็จย่ารับสั่งฝากว่า ย่าแก่แล้ว ไปไหนไม่ค่อยไหว ถ้าไปที่ไหนขอให้เยี่ยม ตชด. แทนย่าด้วย”

   นับจากนั้นเป็นต้นมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงสนับสนุนกิจการและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โรงเรียนสังวาลย์วิท

โรงเรียนสังวาลย์วิท  1 


ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยสะอาด ตำบลศรีชมภู อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย จัดตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2509 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2522

โรงเรียนสังวาลย์วิท  2


ตั้งอยู่ที่บ้านเขารูปช้าง ตำบลทุ่งหมอ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จัดตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2509 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536

โรงเรียนสังวาลย์วิท  3


ตั้งอยู่ที่บ้านศาลาเมืองน้อย ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดตั้งเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2508 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536

โรงเรียนสังวาลย์วิท  4


ตั้งอยู่ที่บ้านแม่หวาด ตำบลแม่หวาด อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จัดตั้งเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2509 ปัจจุบันกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ยังดำเนินการอยู่

โรงเรียนสังวาลย์วิท  5


ตั้งอยู่ที่บ้านจันทรรัตน์ ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จัดตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2509 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2517

โรงเรียนสังวาลย์วิท  6


ตั้งอยู่ที่บ้านวังยาว ตำบลทรายขาว อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จัดตั้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2512 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2517

โรงเรียนสังวาลย์วิท  7


ตั้งอยู่ที่บ้านเคี่ยมงาม ตำบลลำนาว อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดตั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2514 ปัจจุบันได้มอบโอนให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2524

โรงเรียนสังวาลย์วิท  8


ตั้งอยู่ที่บ้านจะลอ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จัดตั้งเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2532 ปัจจุบันกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ยังดำเนินการอยู่

เอกสารอ้างอิง

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน. ด้วยจงรักและภักดี 50 ปี โรงเรียน ตชด. จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสโรงเรียน ตชด. จัดตั้งครบ 50 ปี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.

094-4

ในการประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560
ณ ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดน่าน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
(เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี)
ทรงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระผู้ทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไทย

ขออัญเชิญพระราชดำรัสบางส่วนมา ณ ที่นี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

090-4-01

“…เท่าที่ได้ตามเสด็จไปในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยได้สังเกตว่า
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ตามไปด้วย
ไม่ใช่เฉพาะป่าไม้ สมัยนั้นยังไม่มีอุทยาน มีป่าไม้ทำทุกอย่าง และมีหน่วยงานเกษตร ชลประทาน พัฒนาที่ดิน และกรมแผนที่ทหาร
ทำให้สรุปได้ว่า การทำงานเพื่อความผาสุกของราษฎรนั้น ไม่ใช่พวกใดพวกหนึ่งจะทำได้โดยไม่ปรึกษาคนอื่น…”

901+905
901-แนวนอน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

“…อีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจที่เกี่ยวกับป่าไม้โดยที่อาจไม่มีใครนึกโยงถึงคือเรื่อง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่มีอยู่ 6 ศูนย์ ที่อยู่ในสภาพภูมิศาสตร์แตกต่างกัน และเป็นที่ที่หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และคนทั่วไปเข้ามาช่วยกัน เอาพื้นที่เป็นหลัก แล้วศึกษาแบบบูรณาการ ใช้วิชาการหลาย ๆ สาขา ไม่ใช่ว่าตรงนี้ป่าไม้ประมงห้ามเข้า ปศุสัตว์ห้ามเข้า เอาพื้นที่เป็นหลัก และทุกคนก็ร่วมกันเอาวิชาการของตัวเองมาช่วยทำให้สิ่งนั้นมีค่าขึ้นมาอย่างไร แล้วนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง…”

“..ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตหรืออีกนัยหนึ่งเป็นสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้..”

ปลูกป่าสามอย่าง
ประโยชน์สี่อย่าง

“…ใน พ.ศ. 2525 มีพระราชดำริให้ จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ตรงนั้นได้ยินคำว่า ป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง ตอนนี้ก็พูดกันทั่ว ๆ ไป คือนอกจากปลูกไม้พื้นเมืองแล้ว ไม้พื้นเมืองบางทีโตช้า มีพระราชดำริให้ปลูกไม้สำหรับก่อสร้างทำบ้านเรือนและใช้สอย เช่น ไม้ไผ่ ไม้สน ไม้ยาง หวาย ไม้แดง ปลูกไม้กินผล เช่น กล้วย มะม่วง มะละกอ ขนุน ฝรั่ง มะพร้าว ตาล สะเดา แค มะไฟ มะขามป้อม ไม้ใช้ฟืน เช่น ขี้เหล็ก แล้วก็ไม้อื่นทั่ว ๆ ไป ประโยชน์อย่างที่สี่คือ ช่วยชะลอน้ำ ป้องกันดินถล่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้พื้นเมืองที่มีระบบรากเหมาะสมกับสภาพที่ดินในที่นั้น…”

ฝายชะลอน้ำ

“…ตามภูเขามักมีทางน้ำเล็ก ๆ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ทำฝายเล็ก ๆ ที่เรียกว่าฝายชะลอน้ำ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า check dam ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงป่าและไม่ไหลกัดเซาะดิน ป่าไม้ดูดน้ำเอาไว้แล้วส่งน้ำขึ้นมาทางใบ สร้างความชุ่มชื้นให้อากาศ…”

ป่าเปียก

“…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริในการสร้างแนวป้องกันไฟป่าเรียกว่า ป่าเปียก ซึ่งเป็นการสร้างความชุ่มชื้น เป็นกำแพงกั้นไฟ…”

ป่าชายเลน

“…ป่าอีกชนิดที่โปรดเกล้าฯ ให้ทำคือ ป่าชายเลน จริง ๆ มีทั้งป่าชายเลน ป่าชายหาด แต่จะขอกล่าวเฉพาะป่าชายเลนที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ปัจจุบันถูกทำลายไปมาก ต้องปลูกขึ้นมาใหม่และดูแลให้ดี การขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยระดับน้ำขึ้นลง จึงต้องมีหน่วยราชการหลายหน่วยมาร่วมกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โครงการแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี…”

ป่าพรุ

“…การศึกษาพื้นที่ป่าพรุเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2516 ในการทำงานพัฒนาหรืองานอนุรักษ์ใด ๆ ก็ตาม จะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลา ไม่ใช่เข้าไปแล้วทำเลย ต้องไปศึกษา อย่างไปอยู่นราธิวาส เสด็จออกทุกวันตั้งแต่เช้าจนค่ำจนดึก ไปดูแทบจะว่าปูพรมทุกหมู่บ้าน ทรงขับรถไปเองแล้วก็ไปดู…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงป่าพรุว่า

“…ป่าพรุเป็นพื้นที่สำคัญต่อความอยู่ดีกินดีของราษฎรรอบพื้นที่พรุ อีกทั้งยังเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่ชะลอการไหลบ่าของน้ำจากเทือกเขาต่าง ๆ ก่อนระบายลงสู่ทะเล…”

ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก

“…การสร้างป่า  นอกจากเอากล้าไม้มาปลูกแล้ว ยังมีที่เขาเรียกว่า ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปลูกป่าโดยไม่รังแกป่า บริเวณที่มีป่าไม้เลื่อนลอย ตัดไม้ไม่หมด มีผลของต้นไม้ตกลงมาไหลตามน้ำ เกิดมาเป็นป่า จะได้ไม่ต้องตัดซ้ำตัดซาก ต้นใหม่จะเกิดขึ้นเองไม่ต้องปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ที่อยู่ในที่สูง เมล็ดลงมาใหม่ที่ต่ำลง…”

“…ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณ์ โดยไม่ต้องไปปลูกสักต้นเดียว…”

ปลูกป่าในใจคน

“…มีพระราชกระแสประมาณปี 2519 หรือก่อนหน้านั้น เข้าใจว่าหมายถึง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มีจำนวนไม่มากนัก จะไล่จับคนตัดไม้ทำลายป่าก็จับกันไม่หวาดไม่ไหว ควรจะใช้วิธีที่เรียกว่าปลูกป่าไม้ในใจคน คือ ให้อธิบายให้เข้าใจว่าการมีป่าไม้มีประโยชน์อย่างไร แนะนำให้ปลูกพืชที่จะขายเป็นรายได้ โดยไม่ต้องตัดไม้ หรือปล่อยส่วนหนึ่งเป็นป่าไม้ อีกที่หนึ่งปลูกไม้ที่มีคุณค่าที่ขายได้ แล้วไม่ต้องไปตัดไม้…”

“…ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน
แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

20170216_083058_Richtone(HDR)
cover

หนังสือการ์ตูนเรื่อง

พระมหากษัตริย์ไทย
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ 10 รัชกาล

พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ทุกรัชกาลนั้น มีพระราชปณิธานอันแน่วแน่และพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล
สุขุม ลุ่มลึกในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อความมั่นคงไพบูลย์ของอาณาประชาราษฎร์
และประเทศชาติ ยามใดที่บ้านเมืองเกิดปัญหาหรือมีทุกข์ร้อนใด ๆ ทรงดับร้อนผ่อนทุกข์ช่วยให้วิกฤตคลี่คลาย
พสกนิกรทั่วหล้าต่างประจักษ์แจ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทุกพระองค์ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองและทรงสร้างสรรค์
มรดกทางวัฒนธรรมไว้ให้ชาวไทยได้ภาคภูมิใจในความเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรือง พัฒนา และก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

กระทรวงวัฒนธรรม

ข่าวพระราชกรณียกิจ

messageImage_1632296885012-1024x597

ข่าวประชาสัมพันธ์

580995-1024x696

ประกาศ

04

โรงเรียน กพด.
ร่วมใจต้านภัยโควิด 19

หนังสือพระราชทาน
ระดับมัธยมศึกษา

ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา
พระราชทาน

บันทึกประจำวัน
โครงการเกษตร
เพื่ออาหารกลางวัน

กิจกรรมการเรียนรู้
บูรณาการการเกษตร
เพื่ออาหารกลางวัน

โครงการส่งเสริม
พัฒนาการเด็กปฐมวัย
ในพื้นที่ทุรกันดาร

กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ รัฐบาลได้จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” น้อมเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงใช้ดอกผลของกองทุนนี้ในการทรงงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้พระราชทานทุนทรัพย์เริ่มต้น 13 ล้านบาท และเชิญชวนภาครัฐ เอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนการดำเนินโครงการตามพระราชดำริด้วย

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด : 45004
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ : 498
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ : 17210